เพลงของฉัน
posted on 21 Dec 2008 00:10 by six-six-sixในตอนเช้าของวันเสาร์ที่แสนจะปรกติ เนื่องจากความเหน็ดเนื่อยจากงานทำให้ฉันไม่สามารถที่จะลุกขึ้นจากเตียงได้ ความเกียจคล้ายที่ฉันแบกมันไว้ และความเบื่อหน่ายต่อสิ่งต่างๆ มันทำให้ฉันตัวหนักขึ้นทุกๆวัน
ฉันยังไม่อยากจะลุกจากเตียงนอนที่ทั้งให้ความอบอุ่นและสุขสบายกับฉันเลย จึงใช้เวลาในห้องเช่าโทรมๆนี้ นอนกลิ้งไปมาในวันหยุด ใช้เวลานอนฟื้นตัวก่อนที่จะลุกไปเผชิญกับความจริง ฉันนอนฟังเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นแต่ดวงตาก็ยังคงปิดด้วยความเกียจคล้านอยู่ มันเป็นเสียงที่ฉันได้ยินในทุกๆวัน มีทั้งเสียงเด็กในละแวกห้องเช่าที่กำลังเฮฮาสนุกสนานกับเพื่อนๆกันอย่างมีความสุข เสียงคู่ผัวเมียที่ทะเลาะกันปานจะฆ่าแกงกันตายไปข้าง เสียงนกร้อง เสียงรถยนต์ เสียงของชีวิตในยามเช้า
แต่มีเสียงๆหนึ่งที่ดังลอดมาจากช่องหน้าต่าง ที่ทำให้ฉันสะดุดใจ เสียงกีต้าร์และเสียงร้องที่คู่กันดังมากจากข้างห้องของฉัน ซึ่งเป็นห้องของศิลปินหนุ่มคนหนึ่ง ฉันคิดว่าเขามีนิสัยเพี้ยนๆชอบทำอะไรประหลาดๆ หน้าตาน่ากลัวและทรงผมก็ดูจะรกรุงรังไปหมด ถึงแม้เราจะอยู่ห้องติดกันแต่ฉันก็ไม่ค่อยมีโอกาศได้เจอกับเขาเลย เขามักจะบรรเลงกีต้าร์และร้องเพลงทุกๆเช้า
มันเป็นเพลงที่ฉันได้ยินจนแทบจะทุกวัน เป็นบทเพลงที่สุดแสนจะไม่เป็นเพลงและเสียงร้องก็ยังไม่ค่อยจะเข้ากับคีย์ของเพลงเลย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตั้งใจร้องมันอย่างเต็มเสียงและไม่คิดจะอายใคร และด้วยเสียงเพลงนี้เองทำให้ฉันต้องตื่นขึ้นเพราะความรำคาญ
ฉันตื่นขึ้นมาและทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิมทุกอย่าง เป็นชีวิตที่เหมือนกับทุกวันของฉัน ฉันเคยคิดอยากจะหลีกหนีชีวิตแบบนี้เต็มที ชีวิตที่ต้องทุ่มเทให้กับงาน กับหน้าที่และภาระอันหนักอึ้ง แต่แล้วเสียงเพลงที่ไม่ได้เรื่องก็หยุดลง ซักพักมีเสียงแคะประตูห้องฉันดังขึ้น ฉันเดินไปเปิดประตูพร้อมกับความสงสัย และได้พบกับศิลปินหนุ่มคนนั้น เขามาพร้อมกับหน้าตายิ้มแย้มที่ดูจะไม่ค่อยเข้ากับใบหน้าที่น่ากลัวของเขาซักเท่าไหร่ ในมือเขาหิ้วกล้วยมาด้วยหนึ่งหวี เขาขอให้ฉันรับมันไว้โดยบอกกับฉันว่า ไปต่างจังหวัดมาเลยเอามาฝากเพื่อนบ้าน เขาขอโทษที่ร้องเพลงเสียงดังทุกเช้า และยังชวนฉันไปนั่งเล่นที่ห้องเขาด้วย บอกว่ามีอะไรจะอวดซักหน่อย
ฉันก็ทำหน้างงๆและรับกล้วยไว้ พร้อมกับปิดประตู โดยลืมที่จะขอบคุณเขาไป ฉันกลับเข้ามาในห้องด้วยความที่ยังงงอยู่
หลังจากที่ฉันทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นทุกวันเรียบร้อยแล้ว ฉันนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนบ้านสุดเพี้ยนได้ชักชวนฉันให้ไปนั่งเล่นกัน ฉันก็ไม่ค่อยอยากไปหรอก คงเป็นเพราะที่เขาดูหลุดโลกกว่าชาวบ้านทำให้ฉันไม่อยากจะไป แต่ด้วยความขี้สงสัย ว่าเขามีอะไรจะอวดนี่เอง จึงต้องไปพิสูจดู ฉันเดินไปหน้าห้องของเขาและเคาะประตู ซักพักเจ้าของห้องก็เปิดประตูและต้อนรับฉันด้วยหน้าตายิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งที่พบ ฉันแปลกใจมากว่าทำไมเขาถึงได้ ยิ้มแย้มแก้มฉีกอย่างนี้ได้ทุกวัน หรืออาจเพราะเขาเป็นบ้าแบบที่คนในละแวกบ้านเขาร่ำลือกันก็เป็นได้
เขาพาฉันมานั่งในห้องของเขา ฉันสาดส่องสายตารอบๆห้องก็พบกับภาพวาดที่สวยงาม มีทั้งภาพวิว ภาพดอกไม้ ภาพคนเหมือนต่างๆ ประดับอยู่เต็มห้องไปหมด แต่เฟอนิเจอร์แทบจะไม่มีเลย
ฉันแปลกใจมากว่าเขาอยู่ได้อย่างไร โทรทัศ วิทยุ ตู้เย็น เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ มันไปอยู่ไหนหมด
ฉันเอ่ยปากถามเขาว่ารูปวาดทั้งหมดนี้ เขาเป็นคนวาดเองหมดเลยหรือ เขาก็ตอบพร้อมรอยยิ้มว่า นี่แหละที่อยากจะให้ชม พร้อมกับบอกว่าเป็นคนวาดมันเองกับมือ ฉันก็ถามกลับไปว่าทำไมถึงไม่เอามันไปขายละ วาดสวยขนาดนี้คงจะได้หลายตังอยู่ เขาส่ายหน้าและตอบว่า รูปบางรูปเขาก็ขายมัน แต่ส่วนมากเขาจะเก็บไว้ชื่นชมเองเสียมากกว่า ถึงจะได้เงิน แต่ให้แลกกับความพึงพอใจเขาเก็บมันไว้ดูเองดีกว่า เขาสร้างความมึนงงให้ฉันอีกครั้ง คนอะไรไม่อยากได้เงิน ยอมอดเพียงเพื่อที่จะได้ชื่นชมรูปวาดที่ตนเองวาดนี่นะ ยังไม่ตายก็วาดมันได้อีกนี่
เหมือนกับเขาจะอ่านความคิดฉันออก จึงพูดขึ้นมาว่ารูปบางรูปเมื่อเราเขียนมันขึ้นมา มันจะมีความหมายแทรกอยู่ มันสำคัญกว่าราคาของรูปเสียอีก ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการเงิน เขาต้องวาดรูปและต้องหาเงินใช้เพื่อดำรงชีวิตเหมือนกัน เพียงแต่เขาไม่อยากจะตกเป็นทาสของมัน ไม่ใช่เขาจะรวยอะไรเลยที่เขาทำแบบนี้ ค่าห้องเช่าทุกวันนี้ยังแทบไม่มีจะจ่ายเลย พูดเสร็จก็หัวเราะ พร้อมกับแนะนำรูปวาดต่างๆให้ฉันดู
เขาว่าถ้าชอบใจรูปไหนก็เลือกไปได้เลยเขาให้ ฉันสะดุดใจอยู่ที่ภาพๆหนึ่ง มันเป็นภาพที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องซักเท่าไหร่นัก แต่มันอาจจะเป็นศิลปะก็ได้
เขาอธิบายว่า ภาพนี้ชื่อ "มโนคติแห่งจิ้งจกที่ถูกประตูหนีบ" ฉันหัวเราะเสียงดัง และคิดในใจว่า เขาคงบ้าสมคำร่ำลือจริงๆ
ซักพักเขาเดินไปหยิบกีต้าร์มา และถามฉันว่าเล่นเป็นไหม เขาเล่นมันไม่ค่อยเป็นเท่าไร่ รู้แค่สองสามคอร์ดเอง ฉันก็คิดในใจอีกแล้วว่าทำไมแต่ละเพลงที่เขาเล่นมันไม่ค่อยจะเป็นเพลงเลย ฉันเองก็เล่นพอเป็นแต่ไม่ได้เก่งมาก พอจะเล่นดีกว่าเขาหน่อยด้วยความสงสัยอีกเช่นเคยฉันจึงถามเขาเกี่ยวกับเพลงที่เขาชอบร้องชอบเล่นที่ฉันได้ยินทุกเช้ามันเป็นเพลงของใครกัน
คำตอบที่ได้กลับพร้อมเสียงหัวเราะมายิ่งทำให้ฉันประหลาดใจนัก เขาว่าเขาแต่มันขึ้นเอง ไม่ค่อยคล้องจองอะไรเท่าไหร่ แต่ก็พอใจที่จะร้องมัน เขาไม่เก่งพอที่จะแกะเพลงนอก หรือเล่นเพลงให้เหมือนกับศิลปินนักร้องได้ แต่เขาก็พอใจที่ได้เล่นเพลงที่เขาแต่งขึ้นมาเอง ด้วยความคิดของตนเอง
เขาบอกให้ฉันลองแต่งเพลงเองดูมั่ง แต่ฉันกลับตอบไปว่าไม่มีพรสวรรค์พอหรอก ขอดีดกีต้าให้แล้วกัน แล้วให้เขาร้องแทน
เมื่อเสียงเพลงบรรเลงขึ้น พร้อมกับเสียงร้องของเขา ฉันรู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่แย่จริงๆ เขาก็คิดเช่นนั้น แต่เราก็สนุกกันทั้งคู่ โดยไม่สนว่าใครจะฟังเพลงที่ไม่ค่อยจะเป็นเพลงนี้เลย ถ้าวันไหนฉันว่างจากงานหรือวันหยุด ฉันจะชอบมานั่งเล่นห้องเขาประจำ จนเป็นเพื่อนสนิทกันเลยก็ว่าได้ เขามักจะมีอะไรใหม่ๆมาอวดฉันเสมอ ทั้งภาพวาด ทั้งเพลงที่เขาแต่งเอง
ว่างๆฉันก็จะไปหยิบกีต้าร์ของฉันมาเล่นเเจมกับเขามั่ง มีบางครั้งที่เราพยายามที่จะเล่นกันให้เป็นเพลงให้ดนตรีมันเข้ากัน เขาก็มักจะทำหน้าเซง ๆ เมื่อเล่นไม่ได้ และแล้วเราก็ต้องเล่นเพลงออกอ่าวทั้งคู่ พร้อมด้วยเสียงหัวเราะเช่นเคย เพลงเดียวกันกลับมีสองคีย์เล่นกันไปได้ และเนื้อร้องที่เขาแต่งเองก็ออกบ้าๆบอๆด้วย แต่ก็สนุกดี
ตั้งแต่นั้นมาทุกครั้งที่ฉันเล่นกีต้าร์ฉันจะไม่แกะเพลงเล่นเพลงของคนอื่นอีกต่อไปแล้ว ฉันจะเล่นเพลงที่ฉันแต่งขึ้นมาเอง ถึงจะไม่ได้เพราะอะไรก็ตามเถอะ ฉันพอใจที่จะเล่นมัน เพราะมันเป็นเพลงของฉัน
อยู่มาวันนึงเขามาเคาะประตูห้องฉันพร้อมด้วยรอยยิ้มและกล้วยหนึ่งหวี เหมือนเมื่อตอนฉันเจอเขาครั้งแรก แต่คราวนี้เขามีภาพวาด "มโนคติแห่งจิ้งจกที่ถูกประตูหนีบ" ติดตัวมาด้วย เขาบอกว่าจะต้องย้ายออกไปจากที่นี่แล้ว เขาไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าเช่าห้อง จึงต้องย้ายออก ทันใดนั้นฉันนึกถึงตอนที่ป้าเจ้าของห้องมาทวงเงินค่าเช่าเขาเลย ป้าเจ้าของห้องเช่าคนนี้ เป็นพวกบูชาเงิน และคนมีฐานะแต่งตัวดีๆ ป้าคนนี้เคยมาคุยกับฉันเกี่ยวกับเขาว่า เขาเป็นคนน่ากลัว ทั้งน่าตาและนิสัย เป็นเมื่อก่อนฉันคงจะคิดเหมือนป้าคนนี้จริงๆ แต่ตอนนี้ฉันกลับคิดว่ายัยป้านี่น่ากลัวกว่าศิลปินหนุ่มคนนั้นอีก
ศิลปินหนุ่มบอกกับฉันว่าเขาอาจจะไปอยู่บ้านญาติที่ต่างจังหวัด จึงมาลาฉันก่อน จากนั้นเขาก็ให้กล้วยและรูปวาดของเขามาให้เป็นที่ระลึก และรีบกลับห้องไปขนของเตรียมย้ายออก ฉันนึกเสียใจนิดๆ แต่ก็ดีใจที่เขายังมีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอยู่เต็มเปี่ยม หลังจากวันนั้น ฉันก็ไม่ได้ยินเสียงเพลงเพี้ยนๆ ของศิลปินผู้นั้นอีกเลย
ฉันคิดว่าเขาเป็นศิลปินจริงๆ ถึงจะดูบ้าๆบอๆก็เถอะ มีครั้งหนึ่งเขาเคยพูดให้ฉันฟังเกี่ยวกับคำว่าศิลปินว่า เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เขาไม่เคยคิดที่จะเรียกตัวเองว่าศิลปินเลย เขาไม่เคยคิดถึงคำๆนี้ด้วยซ้ำ เขาแค่ทำสิ่งที่ใจอยากจะทำ ได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักและชื่นชอบเท่านั้นเอง จึงมีบางคนเรียกเขาว่าศิลปิน
จากวันนั้นฉันไม่คิดที่จะเคร่งเครียดกับงาน ไม่คิดอยากทำงานเพื่อเงินมากๆอีกต่อไปแล้ว อาจจะไม่มีเงินทองมากมาย แต่ก็พออยู่พอกินได้ และมีเวลาได้ผ่อนคลาย มีชีวิตที่มีความสุขได้เท่าครึ่งหนึ่งของศิลปินหนุ่มคนนั้นก็พอใจแล้ว และฉันก็จะบรรเลงเพลงที่ฉันแต่งมันขึ้นมาด้วยตนเองอย่างมีความสุขในทุกๆวัน อย่างไม่อายใครทั้งนั้น
edit @ 21 Dec 2008 02:22:00 by six
edit @ 21 Dec 2008 07:38:16 by six